Home >> ข้อมูลวิชาการ
  บทการบรรยายพิเศษโดย ฯพณฯ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์

บทการบรรยายพิเศษโดย ฯพณฯ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์
เรียบเรียงโดย คุณเดชา ศิริสุทธิเดชา บรรณาธิการจุลสาร สมาคมผู้ตรวจสอบภายในแห่งประเทศไทย


บทการบรรยายพิเศษโดย  ฯพณฯ พลเอกสุรยุทธ์  จุลานนท์ เรียบเรียงโดย  คุณเดชา  ศิริสุทธิเดชาบรรณาธิการจุลสารสมาคมผู้ตรวจสอบภายในแห่งประเทศไทย เนื่องในโอกาสที่สมาคมผู้ตรวจสอบภายในแห่งประเทศไทย ได้ตระหนักถึงการมีส่วนร่วมต่อสังคมในการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดธรรมาภิบาลในสังคมไทย จึงได้จัดบรรยายพิเศษในหัวข้อ  คุณธรรม  จริยธรรมและธรรมาภิบาลสำหรับผู้บริหารการตรวจสอบ” และมอบประกาศเกียรติคุณให้แก่ผู้ทำคุณประโยชน์ให้กับสมาคมผู้ตรวจสอบภายในแห่งประเทศไทย โดยได้รับเกียรติเป็นอย่างสูงจาก ฯพณฯ พลเอกสุรยุทธ์  จุลานนท์   อดีตองคมนตรี และดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ได้ให้เกียรติเป็นวิทยากรกิตติมศักดิ์บรรยายและเป็นประธานมอบประกาศเกียรติคุณ ในวันศุกร์ที่ 15 กันยายน 2549 เวลา 09.00 13.00 น. ณ ห้องชมวัง อาคารราชนาวิกสภาหลังใหม่  หอประชุมกองทัพเรือ ถนนอรุณอัมรินทร์  กรุงเทพฯ  ดังนั้นกองบรรณาธิการของจุลสารสมาคมผู้ตรวจสอบภายในแห่งประเทศไทย  จึงขอนำบทการบรรยายพิเศษของ ฯพณฯ พลเอกสุรยุทธ์  จุลานนท์ อดีตองคมนตรี และดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน มาลงพิมพ์ในจุลสารฉบับนี้เพื่อให้สมาชิกและบุคคลทั่วไปได้อ่าน ,ศึกษาและพิจารณาตามความเป็นจริงโดยทั่วกัน สวัสดีครับทุกท่าน  กระผมรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติที่ได้รับเชิญมาบรรยายในเรื่อง  คุณธรรม  จริยธรรม  และธรรมาภิบาล  สำหรับผู้บริหารการตรวจสอบ                  จริง ๆ  แล้วในเรื่องของคุณธรรม  จริยธรรม  และธรรมาภิบาลนั้นเป็นเรื่องที่ทุกท่านตระหนักดีอยู่แล้วและจำเป็นที่ทุกคนจะต้องมีสำหรับใช้ในการตัดสินใจ  เพราะในการตัดสินใจของแต่ละบุคคลนั้นจะมีกิเลสปะปนอยู่  ซึ่งกิเลสที่ว่านี้ก็คือ ความอยาก  โดยมี  ความอยากในด้านดีและด้านไม่ดี  ซึ่งในการตัดสินใจลงไปนั้นก็ขึ้นอยู่กับคุณธรรมและจริยธรรมของแต่ละท่าน   โดยมีสติ(ความระลึกได้) เป็นตัวเตือนว่ากำลังจะทำในสิ่งที่ดีหรือไม่  เช่น กำลังติดสินใจจะทำไม่ดีก็ให้มีสติระลึกว่าไม่ควรทำให้เลิกทำสิ่งนั้นเสีย  ซึ่งเป็นสิ่งที่เราทุกคนได้พบอยู่บ่อยครั้งในชีวิตประจำวันของเราอยู่แล้วและสตินี่เองเป็นตัวเริ่มให้เกิดความมีคุณธรรมและจริยธรรมขึ้นในใจของแต่ละท่าน  และจากนี้ไปผมก็ขอนำประสบการณ์จากการที่ได้บริหารงานในองค์กรใหญ่ๆ ให้ทุกท่านได้รับทราบกันนะครับ                ในการบริหารองค์กรนั้น จะมีคำพูดอยู่คำหนึ่ง  คือ  หัวไม่ส่าย   หางก็ไม่กระดิก  ซึ่งถือว่าเป็นส่วนสำคัญประการหนึ่ง  โดยผู้บริหารในองค์กรใหญ่ๆ  นั้นจะเป็นผู้เลือกเฟ้นผู้ที่มีความสามารถ  ความรู้  และเป็นคนที่ดี  ซึ่งในส่วนตัวของกระผม  คือการได้เป็นนายกในมหาวิทยาลัยราชภัฎ ที่จังหวัดเพชรบุรี  และนายกของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าลาดกระบัง   ซึ่งได้พยายามที่จะเน้นในส่วนของการปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมให้กับนักศึกษาทั้ง 2 แห่ง  ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาตินั้นได้ระบุไว้ว่า  ความรู้คู่กับคุณธรรม   แต่ทว่าในรายละเอียดของการอบรมสั่งสอนกันจริงๆ  พบว่าเราไม่มีวิชาหลักหรือวิชารอง หรือหมวดวิชาที่จะแนะนำให้เยาวชนของเรานั้น  มีความรู้คู่กับคุณธรรมได้อย่างไร  ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าศึกษายิ่งนัก   โดยในปัจจุบันนี้ก็เป็นเรื่องของสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติซึ่งถือว่าเป็นแผนพัฒนา ฉบับที่ 10  แล้วที่ได้เขียนเกี่ยวกับเรื่องการศึกษาว่า  คุณธรรมนำความรู้  ซึ่งเมื่อดูในรายละเอียดจริงๆ แล้ว  ก็ยังไม่มีแนวทางที่เด่นชัดว่าจะดำเนินการอย่างไร                ถ้าหากมองย้อนกลับไปในชีวิตของผมนั้น จะทราบได้ว่ากระผมนั้นได้สัมผัสมาทั้ง  2  ศาสนา  คือ ทั้งศาสนาคริสต์  และ ศาสนาพุทธ  คือ สมัยเรียนตอนอนุบาลผมเรียนที่  โรงเรียนเซ็นต์ฟรังซ์ ก็ได้มีความเข้าใจในเรื่องของความเชื่อของคนฝรั่งที่เชื่อว่ามีพระเจ้าโดยคนเราจะทำอะไรต้องระมัดระวังที่จะไม่ทำความชั่ว  แต่เมื่อได้ทำความชั่วลงไปแล้วระลึกได้ก็ไปสารภาพบาปเสีย  แต่ใช่ว่าความผิดนั้นจะหมดไปเพราะการสารภาพบาปนั้นเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้ที่สารภาพบาปนั้นมีความกลัวในการที่จะทำผิดอีกและเป็นหนทางหนึ่งที่ให้กลับเนื้อกลับตัวและกลับใจที่จะไม่ทำอย่างเดิมอีก   ในส่วนของศาสนาพุทธนั้น เราไม่ได้มีความเชื่อว่ามีพระเจ้าสร้างโลกแต่เราเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างเกิดจากธรรมชาติแต่ว่าการที่เราจะทำสิ่งที่เป็นประโยชน์สิ่งที่ดีงามนั้นถือว่าเป็นการสร้างบุญสร้างกุศล  ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดกับตัวท่านเองมิได้เกิดขึ้นกับผู้อื่นแต่อาจจะมีผู้อื่นที่ได้รับประโยชน์ได้รับส่วนกุศลบ้างแต่ตัวของท่านเองถือว่าเป็นผู้ที่รับอย่างเต็มที่ ไม่ว่าท่านจะทำดีต่อตัวท่านเอง  สังคม  ญาติพี่น้อง  ยกตัวอย่างง่าย         ๆว่า  บางท่านอาราธนาศีล 5  ซึ่งมีคำในตอนท้ายว่า การที่เรารับศีล 5 แล้ว ก็จะมีความร่ำรวยความสุขแล้วก็จะถึงความพ้นทุกข์ในที่สุดนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่ถือได้ว่าเป็นส่วนที่สำคัญในพระไตรปิฎกที่ได้อธิบายไว้ว่าคนที่สามารถรักษาศีล 5 ได้  ก็จะทำให้เป็นบุคคลที่มีความน่าเชื่อถือ เมื่อเกิดความน่าเชื่อถือแล้ว   คนในครอบครัวก็จะได้รับในส่วนนั้นด้วย เมื่อไปกระทำการในสิ่งใดๆ  ความน่าเชื่อถือก็จะเป็นพื้นฐานให้ท่านเป็นที่ยอมรับของสังคม แล้วศีล 5 นี้เองถ้าท่านรักษาได้  แล้วนำไปต่อยอดอีกนิดหน่อย ท่านก็จะเดินทางไปสู่สิ่งที่เรียกว่า มรรค 8  เป็นทางที่จะนำไปสู่ความหลุดพ้นในที่สุด  และในส่วนของคุณธรรม  จริยธรรมนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเรามีความเพียร  ความพยายาม  ถ้าเรามีความย่อหย่อน  สิ่งเหล่านี้ก็จะไม่เกิดขึ้น  แต่ในส่วนขององค์กรนั้นจะมีตัวช่วยอยู่ตัวหนึ่งที่เราเรียกว่า  วินัย  อย่างเช่นในองค์กรของทหารนั้น  มีวินัยเป็นเครื่องบังคับ  โดยส่วนใหญ่ทหารจะมีความซื่อตรงโดยเฉพาะในหน่วยงานที่ผมสังกัด  จะต้องไม่มีการคดโกง  เพราะสิ่งนี้เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้การทำงานของเรานั้นประสบผลสำเร็จ  ขอยกตัวอย่างในช่วงที่ผมทำงานเกี่ยวกับการช่วยเหลือผู้อพยพด้านติดกับชายแดนกัมพูชาโดยให้ทหารที่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาต้องซื่อสัตย์ไม่คดโกง  หากจับได้ว่านำอาหารไปจำหน่ายนอกค่ายให้ผู้อพยพจะโดนลงโทษขั้นร้ายแรงคือการให้ออกจากราชการทหาร  โดยไม่มีการฟังข้อแก้ตัวใดๆ  เพราะก่อนออกปฏิบัติงานได้มีการออกคำสั่งซึ่งเป็นข้อตกลงกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  ซึ่งถือว่าเป็นวินัยของทหารที่จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา  แต่ก็ยังมีทหารที่ฝ่าฝืนอยู่ ประมาณ 2-3 คน  ซึ่งผมก็ลงโทษจริง  โดยได้กล่าวว่า  ผมเสียใจแต่ว่าผมไม่สามารถปล่อยให้เขาไม่ถูกลงโทษได้   ในส่วนของพวกท่านเองในฐานะผู้ตรวจสอบภายบัญชี  ผู้บริหารงานองค์กรนั้น  ย่อมที่จะมีวิธีการตรวจสอบที่แตกต่างกันไป  องค์กรนั้นหากเปรียบไปแล้วก็เหมือนกับตัวบุคคล  เพราะในบางครั้งองค์กรก็อาจจะทำอะไรที่ไม่ดีได้  อาจจะเป็นจากหัวผู้บริหารในระดับสูง หรือ ผู้บริหารระดับกลาง หรือไม่ก็ระดับล่างก็ได้  ซึ่งก็มีโอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดได้เช่นกัน  แต่ถ้าหากทุกคนในองค์กรมีสติคอยช่วยเตือนกันในองค์กรว่า  ขณะนี้มีสิ่งบอกเหตุมีเครื่องชี้ว่า องค์กรกำลังมีสิ่งที่จะไม่ดีไม่งามเกิดขึ้น  ผู้บริหารในระดับสูงจำเป็นที่จะต้องมีการปรับแก้  นั้นเป็นสิ่งที่เรียกว่าความเหมือน  ส่วนตัวของผมก็มีวิธีการที่จะทบทวนแล้วก็ตรวจสอบตัวเองในช่วงเวลาเช้าๆ ทุกวันว่า  เมื่อวานที่ผ่านมาเราทำอะไรที่ไม่ดีบ้าง บกพร่องไปบ้าง  เพื่อเป็นการเตือนตัวเองว่าเราควรจะแก้ไขควรจะปรับปรุง   โดยผมได้นำสิ่งนี้ไปปรับใช้กับองค์กรของผมเช่นเดียวกัน  เมื่อผมมาเป็นผู้บัญชาการทหารบก  ซึงถือว่าเป็นองค์กรที่ค่อนข้างใหญ่  ผมได้กำหนดคำขวัญในการทำงานไว้ว่า  ประหยัด  โปร่งใส  เป็นธรรม                 -      ประหยัด  คือ      ใช้งบที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด  โดยอะไรที่เราทำเองได้  ก็                                                           ทำขึ้นเองใช้เองสิ่งไหนจำเป็นต้องจัดซื้อก็ดำเนินการจัดซื้อเท่าที่                                                                 จำเป็น  ส่วนสิ่งไหนที่มีอยู่แต่อาจจะชำรุด  ก็ให้ นำกลับมาซ่อมแซม                                                      ให้มีความทันสมัยเหมาะที่จะนำไปใช้งานต่อไป                -      โปร่งใส   คือ      ก็คือในส่วนของการจัดซื้อการจัดหาต้องทำให้เกิดความเข้าใจได้  ทั้ง                                                             คนในองค์กรและนอกองค์กร                -      เป็นธรรม คือ      ส่วนมากจะเป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อองค์กรโดยตรง ก็คือในส่วน                                                 ของการพิจารณาเลื่อนยศ  การโยกย้าย  และการเปลี่ยนตำแหน่งต่างๆ                                                                ก็จะต้องพิจารณากันอย่างละเอียดและรอบคอบ โดยจะจัดตั้ง                                                        คณะทำงานเพื่อการทำการกลั่นกรองอย่างเป็นธรรมที่ได้กล่าวมาแล้วนี้ก็เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งสำหรับการใช้หลักธรรมาภิบาลสำหรับการบริหารงานองค์กรขนาดใหญ่ที่มีงบประมาณสำหรับการใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง  ซึ่งถ้าไม่มีหลักธรรมาภิบาลเข้ามาช่วยบริหารแล้วย่อมเกิดการคดโกงได้ง่ายเช่น  การเปิดโอกาสให้พรรคพวกของตนเองเป็นผู้ที่ชนะการประมูลโครงการต่างๆ ซึ่งจะก่อให้เกิดผลเสียหายต่อองค์กรอย่างมากมาย  หากองค์กรใดไม่มีหลักธรรมาภิบาลแล้วย่อมจะส่งผลให้องค์กรนั้นไม่มีความก้าวหน้าและไม่สามารถปฏิบัติงานในลักษณะที่มีความท้าทายและงานที่ต้องการความรวดเร็วได้  ซึ่งจะทำให้องค์กรนั้นไม่มีความพร้อมเพรียง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในองค์กรทหารที่จะต้องมีความพร้อมที่จะสามารถทำงานในทุกๆ ด้านได้ตลอดเวลา ซึ่งจะต้องมีการวางแผนกันเสียแต่เนิ่นๆ  ในปัจจุบันนี้ได้มีการนำคำทางทหารมาประยุกต์ใช้กับองค์กรของพลเรือนอย่างแพร่หลาย  เช่น  คำว่า  ยุทธศาตร์  กลยุทธ์  กับแผนงานทั้งในระยะสั้น และ ระยะยาว                เมื่อพูดถึงในส่วนของคุณธรรม   จริยธรรม  ของผู้นำกับหลักธรรมาภิบาลภายในองค์กรนั้น  ในฐานะที่ผมมีประสบการณ์ในด้านการบริหารมาแล้ว  ผมก็มองเห็นว่าผู้นำขององค์กรนั้นมีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า  หัวไม่ส่าย   หางก็ไม่กระดิก  นั้นถือว่าเป็นคำที่สามารถอธิบายได้เป็นอย่างดี  ฟังแล้วเข้าใจไม่ต้องพูดกันมาก       ส่วนการที่ผู้นำจะเป็นผู้ที่มีคุณธรรมและจริยธรรมนั้นเราคงต้องมองย้อนกลับไปถึงเรื่องของการศึกษา  ซึ่งในปัจจุบันเรายังไม่มีวิธีการที่ชัดเจนว่าเราจะสร้าง  คนให้มีความรู้คู่คุณธรรมได้อย่างไรหรือคุณธรรมนำความรู้ได้อย่างไร  เพราะปัจจุบันในเรื่องของการศึกษานั้นเราเน้นไปที่วิธีการที่จะให้นักเรียน  นักศึกษาได้รับความรู้ทางด้านวิชาการ  แต่ในเรื่องของคุณธรรมและจริยธรรมนั้นเรายังไม่ได้คำนึงถึงมากนัก  สำหรับเยาวชนของเราซึ่งในภายภาคหน้าเราจะพูดถึงวิธีการแก้ปัญหาในเรื่องที่เรามาพูดกันในวันนี้ได้ลำบากคือ  ไม่ว่าท่านจะมีความสามารถในการตรวจสอบมากเพียงไร  แต่ถ้าท่านเสนองานขึ้นไปแล้วผู้นำองค์กรไม่ได้ให้ความสนใจมันก็จะไม่มีประโยชน์  เว้นเสียแต่ว่ามันจะเป็นเรื่องที่ส่งผลร้ายแรงต่อองค์กรทำให้องค์กรได้รับความเสียหายอย่างใหญ่หลวงจนถึงกับต้องล้มละลาย  ซึ่งถ้าหากเราไม่สามารถสร้างเยาวชนให้มีคุณธรรมและจริยธรรมได้ อนาคตในวันข้างหน้านั้นก็คงจะไม่แจ่มใสนักสำหรับบ้านเมืองเรา  ซึ่งสิ่งที่ผมได้พูดไปในวันนี้ก็อยากจะขอฝากไว้เป็นประเด็นสำหรับพวกท่านทั้งหลายว่าเราจะมีวิธีการอย่างไรบ้างที่จะสร้างเยาวชนให้เป็นผู้ที่มีคุณธรรมและจริยธรรม  สำหรับผมก็ขอเสนอว่าในส่วนของนักศึกษาเราควรจะให้พวกได้เริ่มจากการปฏิบัติและเกิดความเข้าใจ  โดยเริ่มจากขั้นง่ายๆ เช่นการให้นักศึกษาทุกคนในมหาวิทยาลัยช่วยกันดูแลรักษาความสะอาดในบริเวณที่ตนเองรับผิดชอบอยู่  เมื่อพวกเขาเหล่านั้นเกิดความรู้ความเข้าใจในสิ่งที่ตนปฏิบัติอยู่ว่า  ตนเองได้เป็นผู้กระทำความดีต่อสถาบันที่ตนเรียนอยู่  ทำให้ตระหนักถึงความสำคัญของการทำความดีมีการระลึกอยู่เสมอว่าจะความดี ต่อตนเอง หรือองค์กรได้อย่างไรต่อไป  นี่เองก็เป็นวิธีการสร้างคุณธรรมและจริยธรรมให้เกิดกับเยาวชนได้  อีกส่วนหนึ่งก็คือการนิมนต์พระมาเทศก์ให้ได้ฟังกันบ้างตามโอกาสสมควรเช่นวันพระ วันสำคัญทางศาสนา  หรือเป็นประจำทุกๆเดือน  ซึ่งในส่วนตัวของผมเองก็ได้มีโอกาสรับฟังตอนที่เป็นนักเรียนนายร้อย  ซึ่งทางโรงเรียนได้นิมนต์ท่านเจ้าอาวาสจากวัดมกุฏฯ  มาเทศก์ให้ฟัง  ในบางครั้งผมเองก็ไปฟังท่านเทศก์ในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาบ้างเช่นกัน  ซึ่งก็เหมือนกับในวันนี้ที่ผมได้มีโอกาสมาเล่าประสบการณ์ให้พวกท่านได้ฟังได้กลั่นกรองกัน ว่าสิ่งไหนที่ผมพูดดีพวกท่านก็เก็บไว้ใช้ให้เป็นประโยชน์คำพูดไหนที่ไม่ดีพวกท่านก็ทิ้งไป  ลักษณะการกลั่นกรองนี้เองเป็นส่วนที่หนึ่งที่เราทุกคนได้ใช้กันเป็นประจำในชีวิตอยู่แล้วเพราะข้อมูลข่าวสารที่ไหลเข้ามาสู่เรามากมาย  ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ได้ยิน  ได้เห็น  ได้เข้าไปสัมผัส  หรืออย่างเช่นในรายการโทรทัศน์  เราก็จะพบกับรายการที่เรียกว่า  รายการน้ำเน่า  อยู่บ่อยครั้งแต่ผู้ฟังบางคนก็ชอบ เพราะชมแล้วไม่ต้องคิดอะไรมาก  ชมแล้วก็หัวเราะเฮฮาคล้อยตามไปตามอารมณ์  ซึ่งนั้นก็เป็นวิธีการมองของแต่ละบุคคลที่มีความแตกต่างกันในเรื่องของการกลั่นกรองเพื่อที่จะนำสิ่งที่ได้นั้นไปใช้ประโยชน์ต่อไป   ส่วนในเรื่องความเชื่อของด้านพุทธศาสนานั้นก็ขอเรียนต่อท่านทั้งหลายได้ว่า  ตัวผมเองได้เริ่มเข้ามาสัมผัสกับพระพุทธศาสนา  ในเบื้องต้นก็เป็นวิชาศีลธรรมตั้งแต่ตอนเรียนที่สวนกุหลาบวิทยาลัย  แต่ก็ยังไม่มีความเข้าใจอะไรลึกซึ้งมากนัก  ต่อมาก็เป็นตอนที่เรียนโรงเรียนนายร้อย ซึ่งทางโรงเรียนก็จะมีการนิมนต์พระมาเทศก์ให้ฟังกันเป็นประจำและต่อมาก็คือตอนที่โตมากขึ้นได้ประสบกับปัญหามากขึ้นทั้งในเรื่องงานและส่วนตัวก็ยิ่งทำให้สนใจในพระพุทธศาสนามากขึ้น  โดยจะเรียกว่าเป็นโชคก็ว่าได้เมื่อผมได้ไปงานศพแล้วได้หยิบหนังสือพระขึ้นมาอ่านเล่มหนึ่งเป็นหนังสือพระที่เกี่ยวกับพุทธประวัติเมื่ออ่านไปแล้วก็เกิดความรู้สึกว่าพระพุทธเจ้าท่านสอนในสิ่งที่เป็นเหตุเป็นผลแล้วสิ่งที่เป็นสัจจะธรรมจริงๆ  ซึ่งคำว่า ธรรมะ ในทางพุทธศาสนานั้นมี 2 ด้าน คือ กุศลธรรมและอกุศลธรรม  แต่ในความคิดของคนไทยนั้นมีด้านเดียวคือด้านที่ดีงาม เมื่อผมอ่านหนังสือแล้วก็ติดใจในสัจจะธรรมที่พุทธเจ้าท่านได้สอนไว้ซึ่งมีประโยคหนึ่งที่ผมยังคงจำได้ก็คือ  การพลัดพรากจากสิ่งที่รักก็เป็นทุกข์   ได้ประสพกับสิ่งที่ไม่รักก็เป็นทุกข์   อยากได้ในสิ่งใดแล้วไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์   ซึ่งคำนี้ก็อยู่ในใจผมมาตลอดเกือบ 40 ปี  จากสัจจะธรรมที่ผมได้อ้างถึงพระพุทธองค์  ทำให้เห็นว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่มีเหตุผล  เป็นศาสนาที่ยืนอยู่บนความจริงไม่ต้องการที่จะไปหลอกลวงใครให้หลงเชื่อ  ทุกสิ่งทุกอย่างสามารถพิสูจน์ได้ในศาสนาพุทธ  และนั่นเองก็เป็นจุดที่ทำให้ผมเกิดความอยากบวชในพระพุทธศาสนาได้เกิดขึ้นในใจ ซึ่งเมื่อผมพ้นจากราชการแล้ว ซึ่งในตอนนั้นก็ดำรงตำแหน่งเป็นองคมนตรี  และก็ได้ขอพระราชทานอนุญาตขอบวชจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ซึ่งพระองค์ก็ทรงพระราชทานอนุญาตให้บวชได้ 1 พรรษา  ซึ่งการที่ได้บวชนั้นก็เป็นช่วงที่ได้พิจารณาตัวเอง  ได้รับรู้ถึงการกระทำที่ตัวเราทำไม่ได้ไว้ในอดีต  และรู้ว่าควรจะแก้ไขอย่างไรควรจะปรับปรุงอย่างไร   การที่ในชีวิตของคนเราได้มีเวลานั่งมองย้อนกลับมาดูตัวเองว่ามีสิ่งใดที่ได้ทำไปแล้ว เป็นสิ่งที่ไม่ดี  และได้รู้ว่าควรจะแก้ไขอย่างไร  ก็จะเป็นสิ่งที่ดีมาก  และสิ่งนี้เองก็จะเป็นจุดเริ่มต้นของความมีคุณธรรม  และจริยธรรม  ซึ่งสามารถจะแผ่ขยายไปสู่บุคคลที่แวดล้อมท่าน  ออกไปสู่องค์กรที่ท่านเกี่ยวข้อง  ก็จะเป็นประโยชน์มหาศาล  ซึ่งจะนำมาด้วยความสบายใจ  ความสุขมาสู่ตัวท่านเอง  เพราะอย่างน้อยในช่วงเวลาของท่านเองได้บำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น และนั่นเองจะเป็นกุศลอันเกิดแก่ท่านทั้งหลายต่อไป  โดยพวกท่านทั้งหลายก็ต้องไม่ย่อท้อที่จะกระทำความดีต่อไปไม่ว่าจะเกิดอุปสรรคเพียงใด                และกระผมเองก็ขอจบการบรรยายในหัวข้อ คุณธรรม  จริยธรรม  และธรรมาภิบาล  สำหรับผู้ตรวจสอบภายใน   ขอบคุณครับ โดยหลังจากจบการบรรยายพิเศษแล้ว   ฯพณฯ  พลเอกสุรยุทธ์  จุลานนท์   องคมนตรี  ได้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าฟังการบรรยายได้ซักถาม  ซึ่งมีคำถามที่น่าสนใจดังนี้ ถาม    1.    ทำไมท่านไปบวชที่วัดป่า  อ.โพนพิสัย   และมีญาติไปแค่ 3-4 คนตอบ    1.    การบวชเป็นเรื่องของผู้ที่จะบวชกับพระแล้วก็เป็นเรื่องที่เราต้องการที่จะละจากความฟุ้งเฟ้อไปสู่สภาพของพระคือพยายามที่จะละจากที่สิ่งที่ไม่จำเป็นทั้งหมดซึ่งประเพณีไทยที่ผ่านมาในบวชจะต้องมีการจัดขบวนแห่, การทำบุญ,การเชิญแขกญาติพี่น้องมาร่วมพิธี ซึ่งก็แล้วแต่ละประเพณีของท้องถิ่น  ซึ่งถ้าหากเรามองในแง่มอมของพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริงแล้วคือจะต้องละจากสิ่งเหล่านี้เพื่อไปหาที่สงบ  เพื่อจะศึกษาตัวเอง  ในพุทธประวัติพระพุทธเจ้าท่านเองตอนที่บวชท่านก็ปลงผมเองและมีคนติดตามท่านไปคนเพียงคนเดียว  นั่นก็เป็นเหตุหนึ่งส่วนอีกประการหนึ่งก็คือด้านข้อกำหนดของพระทางฝ่ายปฏิบัติ  ในปัจจุบันเราจะแบ่งพระออกเป็น  2  แบบ คือพระปริยัติ  และพระปฏิบัติ   โดยตามภาษาชาวบ้านเราจะเรียกว่า พระป่าและพระบ้าน  ซึ่งพระป่าจะตัดพิธีเหล่านี้ออกไปเสียจะมีก็แต่พิธีการที่เรียบง่าย  โดยเช้าวันที่จะบวชก็เป็นเพียงการทำพิธีปลงผมแล้วก็จะไปกราบบิดามารดา  เพื่อขอบวชตามธรรมเนียมของพระ  เมื่อกล่าวคำขอบวชได้ครบถ้วน  ก็ถือว่าเป็นพระโดยสมบูรณ์แล้ว  ในส่วนเรื่องของประเพณีต่างๆ นั้นถือว่าเป็นส่วนประกอบไม่ใช้เป็นส่วนหลักของพระพุทธศาสนา ถาม    2.    จะสร้างจริยธรรมในองค์กรได้อย่างไรถ้าทุกคนมีความแตกต่างกัน  และถ้าผู้นำองค์กรไม่มีคุณธรรมและจริยธรรมเราในฐานผู้น้อยควรจะทำอย่างไรตอบ    2.    ประเด็นแรกนั้น  เราสามารถจะดำเนินการได้ถ้าผู้บริหารในระดับสูงมีแนวทางในการที่จัดให้องค์กรมีคุณธรรมและจริยธรรมให้เกิดขึ้นในการทำงาน  ความแตกต่างในแต่ละบุคคลนั้นมีอยู่แล้ว  แต่ถ้าเราไม่ทำงานแบบคนไทย  และไม่เลือกงานแบบคนฝรั่ง  หมายถึงว่าเราควรมาทำงานก่อนเวลาและไม่ควรเลิกงานก่อนเวลา  ถ้าเรามีความตรงต่อเวลาได้ความมีคุณธรรมก็จะเกิดขึ้น  และต่อไปความซื่อสัตย์ก็เกิดขึ้นตามมาความมีคุณธรรมและจริยธรรมในองค์กรก็จะเกิดขึ้นตามมาเช่นกัน  หรือจะยกตัวอย่างง่ายๆ เกี่ยวกับเรื่องการทำความสะอาด เช่นเพื่อนบ้านกวาดขยะเข้ามาหน้าบ้านเรา  เราก็จัดการเก็บกวาดให้เรียบร้อยแล้วก็ค่อยไปบอกเพื่อนบ้านว่าเราจัดการเก็บกวาดให้เรียบร้อยแล้วและจากนั้นก็หาวิธีการร่วมมือกันที่จะให้เกิดความสะอาดในบริเวณที่เรามีความรับผิดชอบร่วมกันให้มีความสะอาดต่อไป    ถ้าองค์กรใดมีผู้นำที่ยังไม่แนวคิดที่จะก่อให้เกิดความมีคุณธรรมและจริยธรรมมากนักแต่ในส่วนระดับเล็กๆ เราก็สามารถทำได้แต่ทำให้อยู่ในขอบเขตความรับผิดชอบของเราซึ่งอาจจะไม่มีคนให้ความร่วมมือมากนัก  แต่ก็ไม่ได้ทำให้เราลำบากมากนักถ้าเรามีความตั้งใจและความพยายามที่จะรักษาคุณธรรมอันนั้นอยู่   มีหลายส่วนนะครับที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยไปแล้วและก็ไปทำงานเราก็มักจะบอกว่า  เราถูกกลืนเข้าไปในสภาวะของสังคมถูกกลืนเข้าไปกับสภาพของปัจจุบัน  แต่ถ้าเรามีความตั้งใจและความพยายามที่จะแก้ไขที่ดีผมคิดว่าเรามีโอกาสที่จะทำได้ก็คือการทำไปตามกำลังความสามารถที่ทำได้  ยกตัวอย่างเช่นสมัยที่ผมเป็นทหารชั้นน้อย  ได้พบว่าชีวิตความเป็นอยู่ของทหารประจำการนั้นค่อนข้างมีคุณภาพชีวิตที่ต่ำต่อมาเมื่อผมมีโอกาสก็คือเมื่อเป็นผู้บังคับบัญชา ผมก็ได้สั่งการให้มีความปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของทหารชั้นผู้น้อยทั้งหมดเช่นการปรับปรุงสถานที่นอน  ห้องน้ำ  รวมถึงคุณภาพของอาหาร  น้ำดื่มให้มีคุณภาพมากขึ้น  ชีวิตความเป็นอยู่ของทหารชั้นผู้น้อยในปัจจุบันก็มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นมาก  ทุกท่านสามารถเข้าไปเยี่ยมชมได้ตามสถานที่ของทหาร  และนี้ก็เป็นสิ่งที่ผมภาคภูมิใจอย่างหนึ่งว่าผมได้กระทำในสิ่งที่คิดได้กระทำในสิ่งประโยชน์ ถาม    3.    ความเป็นธรรมสามารถวัดเป็นรูปธรรมได้อย่างไรบ้างตอบ    3.    ในเรื่องของความเป็นธรรมยังเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันในหมู่ของนักกฎหมายมาโดยตลอดว่าความเป็นธรรมอยู่ตรงไหนเพราะยังเป็นเรื่องของนามธรรมไม่สามารถที่จะจับต้องและวัดกันได้ลำบาก  มีสิ่งหนึ่งที่เป็นตัววัดได้แต่ก็ไม่สมบูรณ์คือ ความเชื่อถือและความไว้วางใจ  ซึ่งเป็นตัวชี้วัดตัวหนึ่งที่วัดได้ว่าภายในองค์กรนั้นมีความเป็นธรรมมากน้อยเพียงไร  ถ้าหากว่ามีความเป็นธรรมน้อยก็จะเกิดปัญหาภายในมาก  มีเรื่องร้องเรียนกันมาก  ผมขอยกตัวอย่างหนึ่งคือ  การที่เราจะต้องปฏิบัติภารกิจที่มีความเสี่ยงมากมีความท้าทายมาก  ถ้าผู้ใต้บังคับบัญชามีความเชื่อถือมีความมั่นใจในตัวของผู้บังคับบัญชา  พวกเขาเหล่านั้นจะเป็นผู้อาสาที่จะปฏิบัติภารกิจนั้นๆ  แต่ถ้าผู้บังคับบัญชาไม่สามารถสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้ใต้บังคับบัญชาได้แล้ว  ก็จะไม่มีผู้เสนอตัวเข้ามาทำงานให้อาจจะส่งผลทำให้ภารกิจนั้นประสบกับความล้มเหลว คำถาม        4.    คณะองคมนตรีมีความถี่ในการประชุมปีละกี่ครั้ง และมีวาระอย่างไรบ้างตอบ            4.    คณะองคมนตรีจะมีการประชุมทุกสัปดาห์โดยปกติจะประชุมกันในวันอังคารช่วงเวลา  10:00 – 12:00 น.  แต่ถ้าหากมีเรื่องสำคัญก็จะประชุมต่อ  ส่วนในเรื่องของวาระแล้วส่วนใหญ่จะเป็นวาระที่เกี่ยวกับงานที่จะต้องถวายต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เช่น พระราชกฤษฎีกา  เรื่องต่างๆที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะต้องเป็นผู้ลงพระปรมาภิไธย  เรื่องการพระราชทานอภัยลดโทษบ้างในเรื่องของคดีความต่างๆ รวมถึงการถวายคำ
วันที่ปรับปรุง 10 กุมภาพันธ์ 2552 เปิดอ่าน 611 ครั้ง



ข่าว / กิจกรรมอื่นๆ ที่น่าสนใจ
สิทธิของสมาชิกสตท. ( 2010-03-31 14:28:02 )
เอกสารประกอบการเสวนาคลีนิกไอเอ ครั้งที่ 46 หัวข้อ "Healthcare IT Audit and Public Safety ( 2009-12-22 16:18:23 )
บรรษัทภิบาลกับนักลงทุนสถาบัน ( 2009-09-02 16:02:58 )
หัวข้อชุมนุมจอมยุทธ์ที่ฮ่องกง ( 2009-09-02 16:01:46 )
วิทยาการ สมาคม 1 ( 2009-08-06 12:38:19 )
สมัครสมาชิกสมาคม ( 2009-06-09 17:19:13 )


 
สมาคมผู้ตรวจสอบภายในแห่งประเทศไทย
เลขที่ 2 อาคารมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย ชั้น 4 ซ.ทองหล่อ 25 สุขุมวิท 55 กทม. 10110
โทร 662) 712-9124-7 แฟ็กซ์ (662) 712-9128 : webmaster : contactus@theiiat.or.th