| ปรับเปลี่ยนปรัชญาในการดำรงชีวิต************* ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล อดีตเลขาธิการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สมาชิกวุฒิสภา และเลขาธิการสำนักงาน คณะกรรมการพิเศษเพื่อ ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2540 แต่ถ้าหากใครติดตามความคิดแนวพระราชดำริ แนวพระราชกระแสมาตลอดจะเห็นว่าทรงยึดเรื่องนี้มาตลอด 53 ปี ที่ทรงครองราชย์มา ไม่ว่างานอะไรก็ตามจุดหมายปลายทางจะอยู่ตรงนี้ จะเห็นได้ว่าพระองค์ท่านทรงเดินเส้นทางสายกลางไม่เคยมุ่งเพื่อเกิดความร่ำรวยหรืออะไรต่ออะไรเลย เพราะว่าได้ทรงเห็นตลอดเวลาว่าความร่ำรวยต้องเกิดจากความพร้อม แต่การที่เราไม่มีกินเป็นเรื่องอันตรายมากกว่า จะเห็นว่าทรงใช้คำว่า การพัฒนาชนบทต้องระเบิดจากข้างใน คำว่าระเบิดจากข้างในหมายความว่าให้คนข้างในพร้อมก่อน ไม่ใช่ทำจากข้างบนลงมา การนำโครงการต่างๆ ไปใส่ให้โดยที่ชาวบ้านไม่พร้อมที่จะรับ ผลสุดท้ายคนที่พร้อมกว่าก็มาฉกฉวยโอกาสเอาผลประโยชน์ต่างๆ ไปหมด ยกตัวอย่างที่เห็นง่ายๆ เช่น การตัดถนนเข้าหมู่บ้านห่างไกลนักพัฒนาก็ชื่นชมว่า หมู่บ้านนี้เจริญแล้ว เดินทางเข้าเมืองได้แล้ว แต่คนที่ได้ใช้ถนนคนแรกคือคนมีรถยนต์ ชาวบ้านที่ไหนจะเอาเกวียนมาใช้บนถนน วัวมันก็ร้อง เพราะมันร้อนเท้า ทางเกวียนคือทางเกวียน ทางรถคือทางรถเพราะฉะนั้นคนที่มีความพร้อมกว่า มีอะไรมากกว่าก็จะเข้าไปสูบฉีด ผลสุดท้ายชาวบ้านดูเสมือนว่าจะมีสถานะดีขึ้น แต่กลับกลายว่าเป็นหนี้สินทั้งนั้น “ผมทำงานในชนบทมาตลอด 30 ปี ไปถามได้เลยทุกหมู่บ้านชาวบ้านเป็นหนี้เป็นสินเขาหมด เพราะความต้องการใหม่ๆ ถูกอัดฉีดขึ้นไปด้วยเกิดความหลงระเริง กู้เงินมาลงทุน จะได้รวยเอาความรวยเป็นที่ตั้ง” การปรับวิถีชีวิต สิ่งที่ในหลวงพูดมา คนก็ไม่ฟังมาโดยตลอด หลงระเริงกับฟองสบู่ เป่ากันเล่น สนุกสนาน แตกแล้วแตกอีกก็ยังไม่รู้สึก ผลสุดท้ายท่านก็มาเน้นย้ำในวันที่ 4 ธันวาคม 2540 อีกทีหนึ่งซึ่งสถานการณ์รอบด้านเอื้อให้คนฟังแล้วตอนนี้ จากกระแสพระราชดำรัสเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2540 ผมจับความที่ทรงสั่งสอนในวันนั้นได้ 2 ประการด้วยกัน ประการแรกคือ ให้เปลี่ยนวิถีชีวิตมายึดเอาระบบเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งตรงกันข้ามกับเศรษฐกิจการค้า (trade economy) ซึ่งพระองค์ท่านรับสั่งเองว่าการค้าขาย การลงทุนต้องกู้เงิน ต้องทำอะไรต่ออะไรอีก ให้กลับมาสู่เศรษฐกิจพอเพียง นั่นเป็นคำแรกที่พระองค์ท่านสอน คำที่ 2 คือต้องอยู่อย่างเฉลียวฉลาด คือการทำอะไรต้องมีสติปัญญา อย่าหลงกระแสไปเรื่อยๆ เวลานี้เราบ้าประชาธิปไตย บ้าสิทธิมนุษยชน บ้าสิ่งแวดล้อม จนกระทั่งไม่รู้ว่าประโยชน์อยู่ตรงไหน ตรงไหนมีประโยชน์ ตรงไหนไม่มีประโยชน์ ไม่รู้ มันดี พูดกันอย่างนี้แล้วสนุกดี ก็ต้องไปอย่างนี้ พระองค์ท่านจึงต้องให้มีความเฉลียวฉลาด ให้รู้ว่าประโยชน์ของตัวเองอยู่ตรงไหน ยังไง แล้วก็รู้สึกว่ามีระบบจัดการ ไม่ใช่หลงกระแสแล้วไม่ทำอะไรเลย ลองสังเกตดูจะเห็นชัด พวกหลงกระแสว่าเป็นพวกสิ่งแวดล้อม ก็จะตีความว่าไม่ทำอะไรเลย อย่าไปแตะต้อง ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะต้องมีการจัดการ แต่จะจัดการอย่างไรให้มีของใช้หรือมีทรัพยากรใช้อย่างต่อเนื่อง ตรงกับคำว่าการพัฒนาแบบยั่งยืนต่างหาก คำที่ 3 ที่พระองค์ท่านให้ไว้ คือว่า ต้องอยู่ในความสามัคคีธรรมต้องขจัดความขัดแย้งในสังคมที่มีอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เพราะฉะนั้นทั้ง 3 อย่าง เศรษฐกิจพอเพียง ความเฉลียวฉลาด หรือสติปัญญา แล้วก็อยู่ด้วยความสามัคคีธรรม นั่นคือสิ่งที่พระองค์ท่านให้ไว้ ความนี้ลองดูลงไปในรายละเอียดไล่ตั้งแต่คำแรก เศรษฐกิจพอเพียง เมื่อเราย้อนหลังกลับมาตั้งแต่แผนพัฒนาฉบับที่ 1 นับตั้งแต่วันที่เราย่างก้าวสู่สิ่งที่เรียกว่า ยุคใหม่แห่งการพัฒนานั้น เราก้ทำตามค่านิยมตะวันตกเอา Growth หรือความเจริญเติบโตเป็นตัวตั้ง มีแนวคิดที่เน้นการขยายออกไป สร้างความเจริญอย่างรวดเร็ว มีการก่อสร้างทาง สร้างเขื่อนสร้างสิ่งต่างๆ มากมายตามรูปแบบของตะวันตก ทิ้งคุณธรรมความเป็นอย่างพอดีตามหลักพุทธศาสนา มุ่งไปสู่วัตถุนิยม ยึดถือตัวเงินเป็นที่ตั้ง เห็นชัดเจนว่าแผนฉบับที่ 3 กำหนดเลย เราต้องลดการเกษตร ทั้งที่การเกษตรเป็นจิตวิญญาณของคนไทย คนไทยเป็นเกษตรโดยชีวิตจิตใจโดยธรรมชาติ สภาพสิ่งแวดล้อม ในแผนนี้กำหนดไว้เลย แต่เดิมสินค้าส่งออก รายได้ของคนไทยมาจากภาคเกษตรทั้งนั้น ไม่เคยมีอุตสาหกรรมเราบอกว่ารวยไม่เร็ว พยายามตัดทองสิ่งที่เราถนัดแต่รายช้า ไปสู่สิ่งที่เราไม่ถนัดแต่คิดว่ารวยเร็ว และดำเนินการได้อย่างสำเร็จหลายประการด้วยกัน ที่ว่าสำเร็จคือ อันดับแรกพอเปิดตัวเลขอัตราความเจริญเติบโต (Growth) ขึ้นมา มีอัตราสูงมาก บางครั้งเป็นเลข 2 ตัว 10% 11% 8% 9% มาตลอด เรียกว่าทำสำเร็จ ผู้บริหารก็ดีอกดีใจคุยไปทั่วโลกว่าการพัฒนาของไทยเป็นตัวอย่างของเอเชียเลยนะ พยายามจะเป็นเสือตัวที่ 5 เป็นคนไม่ชอบ อยากเป็นสัตว์เดรัจฉาน เอาตัวอย่าง ไต้หวัน เกาหลี ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เราจะเป็นเสือตัวที่ 5 แล้วดีอกดีใจ อันดับที่ 2 เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับความสำเร็จ คือวิถีชีวิตของคนเปลี่ยนไป Thai Way of Life หรือวิถีชีวิตไทยทั้งหลายกลายเป็นชีวิตตะวันตก แย่งชิงกันเพื่อจะได้เงินเดือนสูง ๆ แข่งกันลงทุน ระบบประเพณีที่ดีหลายอย่างในชนบทหายไป ประเพณีลงแขกเราไม่มีแล้ว ต้องใช้วิธีว่าจ้างคนมาขุดดิน ขุดสระ ตัวเองขุดไม่เป็น ต้องไปจ้างรถขุดมา มันผ่านไปสู่ยุคของการใช้เงินตราเป็นที่ตั้ง อันดับที่ 3 คือความไม่พร้อม ความไม่พร้อมทางด้านบริหาร ระบบราชการที่เคยเป็นตัวนำมาตลอดก็นำไม่ได้ไม่สามารถวิวัฒนาการตัวเองให้ทันกับการพัฒนาที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา การเข้าสู่ยุคข่าวสารข้อมูลช่วยกระตุ้นสิ่งต่างๆ ให้วิวัฒนาการอย่างรวดเร็ว ขณะที่โครงสร้างการบริหาร การเงิน การคลัง โครงการการบริหารในเชิงการพัฒนาและบริการทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ ล้าหลังหมดเลย ปัญหาทุกวันนี้เกิดขึ้นจากระบบบริหารทั้งสิ้น คงต้องพูดตรงๆ อย่างนี้ มันไม่สามารถควบคุมอะไรได้เลย ตัวบทกฎหมายก็ล้าหลัง การเปิดเสรีการเงินการคลังโดยที่ตัวบทกฎหมาย พ.ร.บ. ต่างๆ เพิ่งมาออกหลังจากเกิดวิกฤติการณ์นี้เองโครงสร้างการบริหารไม่มีความพร้อมแม้แต่น้อย การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากจนกระทั่งหลงไปสู่จุดหนึ่ง ผลสุดท้ายระบบที่สร้างขึ้นมาหลอกๆ บนพื้นฐานความไม่พร้อมก็พังครืนลงมาทับตัวเองเราผลิตคนของเราไม่ทัน ข้างบนก็เป็นคนต่างชาติเข้ามา ในระยะช่วงฟองสบู่เราพองเต็มที่ เราต้องซื้อคนนักบริหารบ้านเมืองมีอยู่กระหยิบมือเดียว บริษัทนั้นก็ชอบบริษัทนี้ก็ต้องการ เงินเดือนก็แพงขึ้น แพงขึ้นมีเงินเดือนก็ซื้อของ ซื้อๆๆๆ รถเบนซ์ ซื้อกันหมด เพราะต้องการรวยเร็วผลสุดท้ายพระองค์ท่านบอกมันไม่ใช่ พระองค์ท่านไม่ได้ปฏิเสธความร่ำรวยแต่รวยอย่างมั่นคงได้ไหม ทีละขั้น ทีละขั้น ค่อยเป็นค่อยไป สร้างพื้นฐานให้เกิดความพร้อมขึ้นก่อน เรื่องนี้พระองค์ท่านเตือนและได้สั่งมาเป็นระยะเวลาสิบๆ ปี หลายสิบปีมาแล้ว แต่ว่าไม่มีใครฟัง หลงระเริงอยู่กับเรื่องกิเลสทั้งหมด ข้าวของบางชิ้นซื้อกันมา นาฬิกาเรือนละล้าน กระเป๋าถือใบละ 2 – 3 หมื่น เนคไทเส้นละ 2 หมื่น สูทชุดละ 7 – 8 หมื่น ซื้อใส่กัน รถยนต์คันละ 12 ล้านขายพรึ่บเดียวหมด สิ่งเหล่านี้ทำให้วิถีชีวิตไทยถูกทำลายจนสิ้น พระองค์ท่านถึงได้เตือนสติ ทีนี้มาถึงจุดที่ทุกอย่างพังทลายหมด ถามว่าจะฟื้นกลับมาไหมทุกคนพยายามพูดให้เป็นอย่างนั้น แต่ในขณะที่รอบตัวพังหมด อันที่จริงไม่อยากพูดเดี๋ยวจะเสียกำลังใจกันหมด แต่สรุปว่าชีวิตทุกข์ยาก ทีแรกบอกว่าหนึ่งปี ปีครึ่งจะฟื้น ตอนนี้พูดกันถึงระยะ 5 ปี คุณศิวพร(ทรรทรานนท์) บอก 30 ปี อย่างที่บอกว่าไม่อยากพูดให้เสียขวัญไปกว่านี้ แต่เป็นเรื่องยากที่จะฟื้นกลับคืนมาเหมือนเดิม เพราะเราสร้างบ้านใหญ่เหลือเกิน โดยที่ไม่ได้วางเสาเข็มให้รับน้ำหนัก และภาวะอย่างนี้ไม่ใช่เราคนเดียว รอบ ๆ เราก็พังไปด้วย อเมริกาก็มีวิกฤติ ญี่ปุ่นที่เคยผงาดก็เจอปัญหา จึงต้องกลับมายืนบนพื้นฐานของความเป็นจริงว่า ไม่มีอะไรสำคัญเท่ากับการพออยู่พอกิน คือคำที่ 2 ที่พระองค์ท่านให้ ให้อยู่แต่พออยู่ พอกิน เมื่อวันก่อนอ่านข่าวยังมีคนอดอยากอยู่มากจนต้องปล้นสะดมแม้กระทั่งอาหารนี่เองที่สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าสิ่งสำคัญของมนุษย์คือมีอาหารเพียงพอ ผลสุดท้ายต้องกลับมาหลักพุทธปัจจัย 4 ตามหลักปัจจัย 4 ไม่ได้บอกให้อยู่บ้านละ 20 ล้าน 30 ล้าน แต่บอกให้มีที่พักพิงอาศัยที่พอสมควรมีเสื้อผ้าใส่พอสมควร มียารักษาโรค มีสุขภาพ อนามัย มีอาหารพอเพียง ผลสุดท้ายก็ต้องมาสู่ปรัชญาเบื้องต้นคือการรู้จัก “พออยู่พอกิน” เพราะฉะนั้นเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียงเบื้องต้น อยากจะอรรถาธิบายตามความเข้าใจของผมโดยส่วนตัวว่า พระองค์ท่านกำลังสอนเราว่าควรจะปรับเปลี่ยนวิธีชีวิตตัวเองเสียใหม่ ปรับเปลี่ยนปรัชญาในการดำรงชีวิตเสียใหม่คือให้อยู่แบบปรัชญาไทยที่มีมาแต่ก่อน ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้องเป็นสิ่งที่พึงกระทำ แต่เราหลงทางอยู่เป็นระยะเวลานาน ตอนนี้ให้เลี้ยวกลับมาสู่พื้นฐานเดิมที่เรามีอยู่และมีความสุขมาโดยตลอด โดยมีแนวความคิดหลักว่าอยู่อย่าให้เกินตัว ทฤษฎีใหม่ในเศรษฐกิจพอเพียง เศรษฐกิจพอเพียงใช้ได้ทั้งสำหรับคนกรุงและคนชนบทหมายความว่ากำหนความพอดีให้กับตัวเองของแต่ละคน คือไม่ใช่ว่าทุกคนถูกลดให้จนลงไปหมด ถ้าคุณมีเสื้อผ้าพอจะใส่ได้ก็ใส่แล้วกัน ไม่ต้องไปขวนขวาย ไม่ต้องไปกู้เงินหาความร่ำรวยจนเลอะเทอะ ถ้าคุณเป็นเกษตรกรคุณทำเกษตรไปก็แล้วกัน พระองค์ท่านยังสนใจต่อเกษตรกรเพราะเป็นส่วนที่ช่วยเหลือตัวเองได้น้อยที่สุด เลยแนะนำเรื่องทฤษฎีใหม่ให้ เพราะฉะนั้นต้องแยกให้ดี ประเด็นแรกหลายคนพูดจนกระทั่งปนเปกันไป ระหว่างเศรษฐกิจพอเพียงกับทฤษฎีใหม่ คือเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเรื่องปรัชญา วิถีชีวิตในการดำรงของคนทุกหมู่ทุกเหล่า ส่วนทฤษฎีใหม่นั้นเป็นวิธีการสำหรับเกษตรกรรายย่อยเป็นวิธีที่สอนให้รู้จักการทรัพยากรธรรมชาติของเขา คือดิน น้ำ ต้นไม้ พืชผลต่างๆ การเลี้ยงสัตว์เพื่อให้หลุดพ้นจากคำว่าไม่มี นอกจากความเฉลียวฉลาด เราต้องมีสติปัญญาด้วย คือคนที่อยากอยู่อย่างเศรษฐกิจพอเพียงแต่ขาดสติปัญญา ก็เป็นปัญหา ยกตัวอย่างคน 2 คนปลูกยูคาลิปตัส ปลูกพร้อมๆ กัน พอปีที่ 7 คนหนึ่งก็ตัดไม่ได้ใช้สติปัญญาเท่าไร พอโตก็ตัดต้นขายกิโลละบาท ต้นหนึ่งอาจขายได้ 400-500 บาท อีกคนหนึ่งคุณสุทธินันท์ อยู่ที่บุรีรัมย์เริ่มตั้งแต่ศึกษาพันธุ์ เลือกที่เหมาะสมกับพื้นที่มาปลูก พอโตได้ 3 – 4 ปีแรกตัดกิ่งมาเผาถ่าน ใส่กระสอบขายก็ได้แค่ 70-80 บาท ก็เลยเอามาเรียงห่อเป็นถุงเล็กถุงละ 2 กิโล เป็นถ่านบาร์บีคิว ขายในราคาที่ไม่แพงมาก พอกิ่งก้านโตหน่อยก็ตัวลงมาไปทำของเล่นไม้ พอถึงปีที่ 7 จึงจัดต้นลงมาผึ่งให้แห้ง แล้วส่งไปทำเฟอร์นิเจอร์ไม้ จะเห็นได้ว่าต้นไม้ต้นเดียวกัน ชนิดเดียวกัน ขณะที่คนหนึ่งขายได้ 500 บาท คุณสุทธินันท์เบ็ดเสร็จได้ประมาณ 12,000 บาท ต่างกัน 25 เท่าตัว อันนี้คือการใช้สติปัญญาความเฉลียวฉลาด ต้องดูทรัพยากรรอบข้างว่าจะใช้เป็นประโยชน์อย่างยั่งยืนอย่างไร ไม่ใช่อย่างที่ผ่านมาใช้แบบฟองสบู่เห็นป่าไม้ก็ตัดหมด คำที่ 3 สามัคคีธรรม แน่นอนที่สุดเรื่องความสามัคคีค้อการที่จะต้องกลับไปใช้ หลักการของไทยแบบเดิมๆ เราต้องอยู่ด้วยความประนีประนอม เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้งเอื้ออาทรต่อกันและกันซึ่งในเวลานี้สังคมประชาธิปไตยไม่มีสิ่งเหล่านี้แล้ว มีแต่เอาชนะคะคานต่างฝ่ายต่างมุ่งเอาประโยชน์ของตนของกลุ่ม ของเหล่า จนกระทั่งเกิดทะเลาะเบาะแว้งความขัดแย้งในสังคมเริ่มมีมากขึ้นจนถึงในจุดที่น่าเป็นห่วง หลัก 3 ประการที่พระองค์ท่านให้มาผมคิดว่าถึงเวลาที่เราต้องคิดพระองค์ท่านรับสั่งไว้ว่า ถ้าทำได้ แม้กระทั่งเศษหนึ่งส่วนสี่ของประเทศประเทศชาติก็รอดแล้ว ผมคิดว่าท่านหมายถึงคนเศษหนึ่งส่วนสี่ที่อยู่ในสภาพที่ยากจน และไม่มีขีดความสามารถที่จะช่วยเหลือตัวเองได้ อย่างน้อยให้เขาขึ้นมาสู่ระดับพออยู่พอกิน ปัญหาสังคมจะไม่เกิดขึ้น เขาก็ไม่ต้องมานอนหน้าทำเนียบอยู่ตลอดเวลา เวลาเราพูดถึงเศรษฐกิจพอเพียง เรามักพูดควบคู่ไปกับทฤษฎีใหม่อยากให้คำอรรถาธิบายในส่วนนี้สักนิดหนึ่ง ในส่วนของเกษตรกรก็ทรงแนะทฤษฎีใหม่ซึ่งคือวิธีการที่เขาควรจะจัดการกับพื้นที่ของเขาอย่างไรและทรงออกสูตรมาว่า 30:30:30:10 ปัจจัยแรกที่สุดในการทำเกษตรคือน้ำ ถ้าไม่มีน้ำเรื่องเกษตรก็ไม่มีทางทำได้หรอก เพราะฉะนั้นประการแรกต้องมีน้ำ ประการที่สอง ต้องคิดว่าให้ตัวเองเป็นเมืองขึ้นกับระบบนอกประเทศขึ้นกับไอเอ็มเอฟ ขึ้นกับระบบเงินตรา อัตราแลกเปลี่ยนจะทำอย่างไรให้เราหลุดจากบ่วงนี้ได้ ทางออกก็คือต้องอยู่ด้วยพื้นที่ตัวเอง พระองค์ท่านบอกว่า 30 % นั้นควรปลูกข้าว ไม่ใช่สำหรับขาย แต่ปลูกไว้เพื่อบริโภค ส่วนอีก 30% ควรปลูกไม้ผล พืชพันธุ์ผัก และอีก 10% ต้องปลูกบ้าน ทำโรงเก็บอะไรต่างๆ เพิ่มเติม ถนนหนทาง สร้างเล้าไก่อะไรบนนั้น เมื่อมีระบบการจัดการนี้แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นคือครอบครัวเกษตรกรเป็นอิสระ มีเสรีภาพชีวิตของตนเองขึ้นกับที่ดินของตัวเอง ทรัพยากรที่ตัวเองเป็นเจ้าของภายใต้ระบบการจัดการของตัวเอง เพราะมีครบหมด มีข้าวกิน มีไก่กิน มีปลามีโปรตีนราคาถูกกิน มีพืชผัก คราวนี้เงินบาทลอยไปเท่าไรก็ไม่สนใจ ส่งออกจะไดหรือไม่ได้ก็ไม่สนใจ หลุดออกจากเงื่อนไข พันธนาการของระบบเศรษฐกิจใหม่ พระองค์ท่านทรงยกตัวอย่างที่ดิน 15 ไร่ ทุกคนก็บอกว่าถ้าไม่ใช่ 15 ไร่ทำไม่ได้ มันไม่ใช่ ท่านอุตส่าห์ตีมาเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วเปอร์เซ็นต์นั้นก็ปรับยืดหยุ่น ท่านต้องการให้คนเฉลียวฉลาด บางคนอยู่ใกล้แหล่งน้ำอยู่ใกล้คลองชลประทาน อยู่ใกล้แม่น้ำ ก็ไม่จำเป็นต้องไปขุดบ่อใหญ่โตเปลืองพื้นที่ถึง 30% ได้ อาจจะขุดเหลือแค่ 10% ก็ได้ เพราะเติมน้ำได้ตลอดเวลา อยากฝากข่าวนี้ไปบอกให้ปรับเปลี่ยนความเข้าใจด้วย ข้าราชการที่ไปแนะนำชาวบ้านก็บอกอย่างนั้นด้วยความเคร่งครัดว่าต้องมีที่ดิน 15 ไร่นะไม่งั้นไม่ใช่ทฤษฎีใหม่ แสดงว่าตีไม่แตก พระองค์ท่านอุตส่าห์แตกเป็นเปอร์เซ็นต์ให้ดูจะยืดหดจะมีที่ 50 ไร่ มากกว่านั้นหรือน้อยกว่านั้นก็เอาสัดส่วนนั้น พระองค์ท่านคำนวณเรื่องน้ำ เรื่องอื่นๆ มาให้อย่างละเอียด ที่ไหนแล้วน้ำก็ต้องขยายมากขึ้น เราควรใช้ประโยชน์ในสระนั้นเป็นที่เลี่ยงปลาเลี้ยงเป็ดก็ได้ ก็เอาสัดส่วนนี้แหละ ความจริงหลักใหญ่ ๆ ก็มีอยู่แค่นี้ที่พูดสั้นนิดเดียว ชัดเจนมาก พระองค์ท่านรับสั่งอะไรคนไม่ค่อยแปล รับไปเลย อย่างเมื่อสองสามวันมานี้ ชาวบ้านบอกว่ามีที่ดินอยู่ 17 ไร่ ไปปรึกษาเกษตร เกษตรบอกว่าทำไม่ได้หรอกมี 17 ไร่ ต้องติดทั้งไป 2 ไร ฟังแล้วก็กลุ้มใจนะ แต่ะพระองค์ท่านก็ชี้แจงอยู่เรื่อยๆ สูตรปฏิบัติของคนเมือง พอพูดถึงเศรษฐกิจพอเพียง คนนึกภาพว่าต้องกลับไปทำเกษตร แล้วก็มีคำถามตามมาว่าคนในอาชีพอื่น ๆ จะทำอย่างไร ผมเรียนให้ทราบในต้อนต้นแล้วว่า คำว่าเศรษฐกิจพอเพียงนี้เป็น Philosophy สำหรับทุกคน คงเป็นไปไม่ได้ถ้าคนทั้งประเทศนี้จะต้องกลับไปทำเกษตรหมด นี่คือวิถีชีวิตต้องปรับวิถีชีวิตใหม่ คนอยู่ในกรุง คุณอาจจะกังวลว่าฉันไม่มีที่ดิน ฉันจะทำอย่างไร ที่เป็นเช่นนี้เพราะไปผูกเศรษฐกิจพอเพียงกับทฤษฎีใหม่ว่าเป็นเรื่องเดียวกัน ทั้งที่ท่านชี้แนะสำหรับเกษตรกรเท่านั้น ส่วนในกรุงก็อย่างที่บอกคือหลงระเริงไปกับค่านิยมใหม่ จนกระทั่งกิน อยู่ฟุ่มเฟือย จนกระทั่งละทิ้งข้าวแกงไปกินแฮมเบอร์เกอร์ หลายสิ่งเปลี่ยนไปหมดแล้ว สรุปว่าสำหรับคนในกรุงในเมืองไม่ว่าอาชีพอะไรก็ให้ปรับเปลี่ยนมาใช้ชีวิตที่พอดีและอยู่อย่างพอดี มีขีดความสามารถที่จะนั่งรถคันเล็กๆ ก็นั่ง ไม่ใช่ซื้อคันใหญ่ๆ มาแล้วผ่อนไม่ไหว ต้องให้ ปรส.ยึดไปขายทอดตลาดอย่างนี้เป็นต้น สมควรอยู่บ้านหลังแค่นี้ แต่ไปผ่อนบ้านเป็นร้อยตารางวาเพราะหลงระเริงว่าเงินเดือนเยอะแยะเหลือเกิน นี่คืออยู่ไม่พอดีตัว เพราะฉะนั้นไม่ใช่ให้ทุกคนหันไปทำการเกษตรหมด กิจกรรมอื่นก็ต้องทำ ถ้าไปทำเกษตรหมดก็หมายความต้องเปลี่ยนประเทศทั้งประเทศเป็นยุคก่อน ตื่นเช้าขึ้นมาก็ต้องตามไปจับตัวอะไรต่ออะไรมากินเป็นอาหารซึ่งคงไม่ใช่ จึงต้องย้ำว่าอย่านำไปปนกัน เศรษฐกิจพอเพียงคือวิธีชีวิต คือเราต้องกำหนดปรัชญาชีวิตเสียใหม่ให้อยู่อย่างพอดี พอมีพอกิน อย่าไปหลงระเริงเอาเงินเดือนแพงๆ ซึ่งคนที่ได้รับเงินเดือนเป็นแสนเวลานี้ให้ 2 หมื่นก็เอาแล้ว คุณค่าจริงๆ อาจมีเท่านั้นก็ได้ ที่แล้วมาเป็นค่าหลอก ๆ เหมือนเล่นการพนัน ที่แล้วมา ต้องบอกว่าประเทศของเรา ตัวผมเองมองว่าเหมือนเราเล่นการพนัน ประกอบธุรกิจการพนันกัน ใครมีที่ดินก็สร้าง สร้าง สร้าง ขึ้นมาเต็มไปหมด ตอนแรกก็ร่ำรวยกันเหมือนแชร์แม่ชม้อย คนเล่นตอนแรกก็รวยกันเป็นแถว พอถึงจุดหนึ่งสร้างกันอย่างไม่มีเหตุไม่มีผล สร้างกันเกินความต้องการ อยากรวยกันอย่างเดียว ผลสุดท้ายก็เหลือแต่ซากขึ้นไปครึ่งเดียวจบ อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นขอเรียนให้ทราบอีกทีหนึ่งว่า ไม่ใช่ให้ทุกคนกลับไปทำเกษตร แต่คนไหนพอที่จะกลับไปทำได้ หรือมีความจำเป็นก็กลับไป กลับไปถ้าทำได้พัฒนาตัวเองไปก็ดี เป็นเรื่องดีคนไหนทำไม่ได้ สิ่งสำคัญคือต้องปรับชีวิตมากกว่า อย่าให้หลงระเริง เพราะไม่มีประโยชน์อะไรเลยทั้งสิ้น มันทำลายตัวเองทำลายทุกสิ่ง ทั้งระบบ แม้กระทั้งการลงทุน เวลานี้นักลงทุนอยากกลับมาขายแซนด์วิชถามว่ากิจกรรมอันไหน คือกิจกรรมที่เขาคิดว่าร่ำรวยที่แท้จริง การลงทุนสมัยก่อนทำเป็นแฟชั่น นักเศรษฐศาสตร์ลงความเห็นว่าต้องลงทุนธุรกิจประเภทนี้ ต้องไปอย่างนี้ ต้องกู้เงินอย่างนี้ บัดนี้คือของจริง ขายแซนด์วิชได้กำไรกว่ากันเยอะเลย ทั้งที่แต่ละวันเราอาจจะได้น้อย แต่ได้ตลอดไป สำคัญที่สุดคือเลี้ยงดูครอบครัวได้ ตอนั้นว่ากันว่าสิ่งทอกำลังบูมตรงนี้ก็กำลังดี ก็ขยายโรงงานใหญ่ เมื่อวันก่อนไปโรงงานรถยนต์ ตอนนี้ยุบเหลือแค่โรงเดียว คือไม่ใช่ให้ปฏิเสธการลงทุน แต่ต้องไม่ทำแบบการพนันหวังรวยเร็ว คนผลิตรถยนต์ก็ไม่มีทางจะกลับไปทำเกษตรได้ ก็ให้กลับไปสู่ความพอดี รถเก๋งขายไม่ออก แสดงว่าความต้องการบริโภคไม่มี แสดงว่าผลิตเกินความต้องการ อย่างไรก็ตาม สุดท้ายหลังจากชำนาญแล้วเข้าไปเรียนรู้ระบบตลาดได้เองแล้ว มีพลังต่อรองกับบริษัทใหญ่ได้แล้ว ตอนนั้นท่านบอกให้ไปร่วมมือกับธนาคาร กู้มาบ้างก็ยังได้ แต่ว่าตอนนั้นต้องแข็งแรงเพียงพอแล้ว ช่วงที่ผ่านมา มีการพูดขยายความเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง พอเพียงกันออกไปอย่างสับสน เท่าที่สัมผัสมาเป็นการลงมือที่ตรงปลาย แต่ก็จำเป็นต้องทำ สิ่งที่สำคัญกว่าก็คือทำอย่างไรจะให้เกิดความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับกระแสของเศรษฐกิจพอเพียงขึ้นมาในจิตใจคนได้ ตรงนี้ต่างหากที่ไม่มีใครทำ กระทรวงกี่กระทรวงก็รวมกันทำแต่เรื่องเกษตร เศรษฐกิจพอเพียงเป็นทฤษฏีใหม่ ผมบอกแล้ว่าคนมักพูดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงกับเรื่องทฤษฎีใหม่เรื่องเดี่ยวกัน ด้านเกษตรกรรมก็ต้องลุยกันไป ต้องสร้างความพอมีพอกินให้เกิดขึ้นมาบนแผ่นดินให้ได้แต่ที่เหนือกว่านั้นก็คือ ปรัชญา อย่างเรื่องประหยัด เศรษฐกิจพอเพียงต้องประหยัด ผมถามว่ามีใครสร้างกระแสนี้ในบ้านในเมืองไหม ขณะที่เราไปสู่ |